เรื่องสั้น

Name:

ยินดีต้อนรับ สู่โลกส่วนตัว (หนังสือ) ของผม

Thursday, November 09, 2006

Love Story 01 : เพียงรัก

“ยืนอยู่คนเดียว ช่างเปล่าช่างเปลี่ยวหัวใจ
ฉันยืนอยู่คนเดียวได้ยินไหม มันเหงาหัวใจเหลือเกิน”
ผมได้ยินเพลงนี้กี่รอบแล้วนะ ไม่รู้ซิ แต่ฟังยังไงก็ไม่เบื่อสักที เพราะเธอนั่นแหละ เธอคนที่กำลังร้องเพลงนี้อยู่บนเวทีนั่นไง
“และฉันคงทนต่อไปอีกไม่ไหว คงต้องมีใครมาดูแลหัวใจ
คงทนต่อไปอีกไม่ไหว อยากจะบอก ว่าฉันมีเพียงความรัก...อยู่เต็มหัวใจ”
ใช่ ตอนนี้ผมกำลังมีความรัก เต็มหัวใจเลยหละ เพราะเธอ นักร้องประจำร้านนี้ เธอทำให้ผมตกอยู่ในหลุมของความรัก ช่วงนี้ผมจึงมาร้านนี้เกือบทุกวัน ฟังเพลงนี้เกือบทุกคืน พอได้ยินเพลงนี้ทีไร นึกถึงวันแรกที่มาร้านนี้ทุกที ผมจะเล่าให้ฟังก่อนว่าผมเจอเธอได้ยังไง ปกติผมไม่ค่อยกินเหล้าเท่าไหร่หรอกครับ ถ้าเพื่อนชวนถึงจะมา แต่มีอยู่วันหนึ่งไม่รู้อะไรดลใจผม อยากหาอะไรดื่มสักหน่อย พอดีเห็นร้านอาหารเล็ก ๆ อยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งผมผ่านทุกวันอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยนั่งสักที ผมตกลงเลือกร้านนี้ เลยโทรฯ เรียกเพื่อนอีกคนให้มานั่งเป็นเพื่อน ทันทีที่ผมเดินเข้ามาในร้าน เสียงเพลงนี้ก็ดังขึ้น
“ยืนอยู่คนเดียว ยืนอยู่คนเดียวได้ยินไหม
ฉันยืนอยู่คนเดียวได้ยินไหม บางครั้งก็เกินที่จะทนไหว”
ด้วยเสียงอันไพเราะนี้ ทำให้ผมหันไปมองยังต้นเสียง ทันทีที่ผมเห็นใบหน้าเธอ ไฟในร้านก็ดับลง มีเพียงแสงจากฟากฟ้าส่องลงมาที่เธอเพียงคนเดียว ผมเห็นใบหน้าอันนวลเรียว ดวงตากลมโต จมูกโด่งเชิดเล็กน้อย รับกับริมฝีปากอันเรียวงาม ทุกอย่างดูดุจท้องฟ้าส่งลงมา ผมตกอยู่ในภวังค์สัก 2-3 วินาที พนักงานเสิร์ฟก็เรียกผมให้กลับสู่โลกแห่งความจริง ตั้งแต่วันนั้น ผมก็มาร้านนี้เกือบทุกวัน เลือกนั่งโต๊ะตัวเดิม สั่งเหล้าเดิม ๆ แล้วก็แอบมองเธอด้วยสายตาเดิม ๆ พยายามจะสบตาเธอทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ก็ไม่รู้เธอจะมองเห็นสายตาของผมไหม ผมมาร้านนี้บ่อยจนรู้มาว่าเธอมีแฟนแล้ว และเขาจะมานั่งเฝ้าเธอเกือบทุกวัน ไม่รู้ทำไม เวลาที่ผมชอบใครสักคน เขามักมีเจ้าของแล้ว รวมทั้งเธอด้วย
“และฉันคงทนต่อไปอีกไม่ไหว คงต้องมีใครมาดูแลหัวใจ คงทนต่อไปอีกไม่ไหว
อยากจะบอก ว่าฉันมีเพียงความรัก...อยู่เต็มหัวใจ
และอยากรู้...มีใครจะมารับเอาไว้”
วันนี้แหละ เป็นวันที่ผมจะต้องเข้าไปคุยกับเธอให้ได้ หลังจากใช้เวลารวบรวมความกล้าเกือบ 2 เดือน ที่ผมเลือกวันนี้ก็เพราะแฟนเธอไม่มา จริง ๆ ผมไม่ได้จะแย่งแฟนใครหรอกนะครับ เพียงแค่อยากจะเข้าไปสู่ระบบความรู้จักของเธอเท่านั้นเอง ส่วนผมก็จะเป็นผู้เฝ้ารอที่ดี คุณเชื่อในพรหมลิขิตไหมครับ ผมเชื่อนะ เพียงแต่ว่าผมแค่อยากลองเข้าไปลิขิตพรหมของผมดู เท่านั้นเอง
“คงต้องมีใครที่ต้องการฉัน เก็บฝัน หยิบยื่นหัวใจ
คงต้องมีใครที่ต้องการฉัน และรัก ตลอดไป......”

“ขอบคุณค่ะ แล้วพบกันใหม่พรุ่งนี้นะค้า สวัสดีค่ะ”

เธอลงมาจากเวทีแล้ว เดี๋ยวผมมา เอ่อใช่ ผมยังไม่ได้แนะนำตัวเลยใช่ไหม ผมชื่อต่อครับ

To be continue…

ตีพิมพ์ครั้งแรก อดน. magazine
สิงหาคม
2548

Love Story 02 : เรื่องบนเตียง


“เช้าแล้วยังอยู่บนที่นอน เงียบๆ คนเดียวและไม่อยากตื่นขึ้นพบใคร
เพราะว่าใจก็ยังเสียดาย ที่ฝันดีดี กำลังจะจบและหายไป”

หลังจากวันนั้น วันที่ผมเข้าไปคุยกับเธอเป็นครั้งแรก ผ่านมาได้เกือบอาทิตย์แล้ว ผมยังคงฝันดีทุกคืน แม้จะยังไม่มีบทสนทนาใด ๆ ต่อจากวันนั้นอีกเลย ผมว่า ผมคงต้องใช้ความพยายามให้มากกว่านี้
“ภาพที่ฉันได้เป็นดั่งคนที่เธอรัก ฉันเป็นอะไรที่ประทับใจ
อยากซึมซับนานๆ และเก็บไว้ไม่ให้มันผ่านไป”

ทำไมช่วงนี้เพลงนี้ถึงได้เพราะเหลือเกิน ผมฟังเพลงนี้ทุกคืน ทุกคืนนี่คือ ทุกคืนที่มาร้านนี้ ร้านเดิม ที่นั่งเดิม กับเหล้าเดิม ๆ และทุกคืนที่ผมกลับบ้าน ก่อนนอนต้องเปิดเพลงนี้เสมอ มันทำให้ผมฝันดี จริง ๆ นะ
“อยากหลับตาอยู่อย่างนั้น ทำอยู่อย่างนั้น ฝันถึงเธอเรื่อยไป
เพราะว่าความจริงไม่มีทางใด ทำให้เราได้รักกัน โฮ้ โว”

คุณอยากรู้ไหม วันนั้นผมเข้าไปคุยอะไรกับเธอ บทสนทนาของเราน่าสนใจมาก มันทำให้ผมเดินกลับมานั่งที่เดิมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ผมจะเล่าให้คุณฟัง
“เอ่อ...หวัดดีครับ”
“ค่ะ”
“น้องแอมจำพี่ได้ไหมครับ”
“พี่ต่อเหรอค่ะ จำได้ซิค่ะ ก็พี่ต่อเป็นขาประจำร้านนี้นี่ค่ะ มีอะไรรึเปล่าค่ะ”
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่”
“งั้นแอมขอตัวก่อนนะคะ”
“คะ.. ครับ”

“ทำได้แค่นั้น ทำได้แค่นี้ ทำได้เพียงแค่ฝัน
ต้องหลอกตัวเองฝันไปวันๆ โฮ ไม่มีทางที่ฝันมัน เป็นจริง”

คุณคิดดูจะไม่ให้ผมยิ้มได้ไง เธอรู้จักชื่อผม แถมจำผมได้ด้วย น่าดีใจไหมล่ะ ส่วนทำไมผมถึงรู้ชื่อเธอน่ะเหรอ ไม่ยากหรอกครับ ก็คนในร้านใครเขาก็เรียก น้องแอม น้องแอม กันแทบทุกคน แม้แต่นักดื่มขาจรยังรู้จักชื่อเธอเลย
“อยากหลับตาอยู่อย่างนั้น ทำอยู่อย่างนั้น ฝันถึงเธอเรื่อยไป
เพราะว่าความจริงไม่มีทางใด ทำให้เราได้รักกัน”
โฮ้...โว
“ทำได้แค่นั้น ทำได้แค่นี้ ทำได้เพียงแค่ฝัน
ต้องหลอกตัวเองฝันไปวันๆ โฮ ไม่มีทางที่ฝันมัน... จะเป็นจริง”

ใครจะไปรู้ ไม่แน่หรอกครับ ฝันผมมันอาจจะเป็นจริงขึ้นมาก็ได้ แต่เดี๋ยวผมคงต้องขอตัว เพราะพอเพลงนี้จบเธอจะขึ้นไปร้องแล้ว ผมว่าวันนี้คงเป็นอีกวันที่ผมจะฝันดี แต่ผมไม่อยากฝันอย่างเดียวหรอกครับ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน คุณว่า วันนี้เธอจะเปิดตัวด้วยเพลงอะไร

“สวัสดีค่ะ ต้อนรับสมาชิกใหม่ทุกท่านด้วยนะค่ะ”

To be continue…

ตีพิมพ์ครั้งแรก อดน.
magazine
ตุลาคม 2548

โศกนาฏกรรม สวัสติกะ


สมศรีและซากะ เป็นสองสาวสวยที่สนิทสนมกันที่สุด
สมัยเด็ก ๆ สองสาวสวย ส่อแววชอบสะสมสิ่งของแปลก ๆ
ความโสภาของสองสาว ส่งผลให้เสือสิงนับสิบ

ระส่ำระสายส่อสันดานสวะ แต่สองสาวสวยไม่สน
สิ่งที่สองสาวสวยศรัทธาสูงสุด ช่วงสามสี่ปี
ส่งผลให้สองสาวสวยสะสม คือ สวัสติกะ
ซากะศรัทธาสวัสติกะว่าเป็นสิ่งสูงสุดในสรรพสิ่ง

สำหรับสิ่งมีชีวิตที่สูงส่ง
ส่วนสมศรีศรัทธาสวัสติกะเพียงสั่ว ๆ

สะสมสวัสติกะตามเพื่อนสาวคนสนิท
สองสาวสวยมักเสาะแสวงหาสวัสติกะ

ตามสถานที่ที่แสงสว่างสาดส่องไม่สว่างไสว
สามสี่สัปดาห์ผ่านสองสาวสวยมีสวัสติกะกว่าสองร้อยสิ่ง

ทั้งสร้อย เสื้อผ้า ภาพสี
สรรพสิ่งในห้องชั้นสิบของสองสาวสวย

สามารถส่ายสายตาเห็นเป็นสวัสติกะ
สาย ๆ ของวันอันแสนสุขของสมศรีและซากะ เกิดสิ่งอัศจรรย์
สายลม สายฝน และสายฟ้า ส่งเสียงดังสนั่น
ฟังเสียงสายฟ้าเปรียบเสมือนกำลังสาปส่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
สองสาวสวยต่างสับสนกับสิ่งที่ประสบ
สมศรีสังหรณ์ถึงสิ่งร้าย

จึงเก็บสิ่งของที่เป็นสวัสติกะใส่ตะกร้าส่งออกนอกห้อง
ส่วนซากะสังเกตเห็นสมศรี จึงสาวเท้าเข้าใส่สมศรีส่อแววห้าม
แต่สมศรีไม่สนซากะ สอยทุกอย่างใส่ตะกร้ารีบส่งออกจากห้อง
สองสาวสวยที่สนิทสนมกันที่สุดกำลังส่งเสียงใส่กัน
ซากะที่ศรัทธาสวัสติกะสุดจิต รู้สึกโกรธสมศรีสุดใจ

จึงหยิบสิ่งที่อยู่ใกล้สุดปาใส่สมศรี
สมศรีสาวเท้าหลบ แต่สะดุดเข้ากับสวัสติกะไม้สัก

ที่ซ้อนกันอยู่สองสามอันกลางห้อง
สมศรีเซไปสู่หน้าต่าง ศีรษะของสมศรีฟาดกับเสาข้างหน้าต่าง

เลือดสาดกระเซ็น
ส่งผลให้ร่างสวย ๆ ของสมศรีพลัดตกจากหน้าต่าง ร่วงลงสู่พื้น
ซากะตกใจสุดขีด รีบสาวเท้ามาสู่หน้าต่าง ก้มลงมองสู่พื้น
สายตาของซากะเศร้าสลด เห็นร่างเพื่อนสาวนิ่งสนิท
สามวินาทีต่อมา สายตาเศร้าสลดของซากะ
ก็สลับสับเปลี่ยนเป็นสายตาของคนมีความสุขสูงสุด
สืบเนื่องจากสายตาของซากะ

มองเห็นสัดส่วนรูปร่างของสมศรีที่นิ่งสนิทอยู่กับพื้น
ส่อเป็นรูป สวัสติกะ
ซากะไม่สามารถประสบกับสวัสติกะที่สวยงามสมส่วนขนาดนี้อีกแล้ว
แขนขาที่งอสมส่วน สอดคล้องกับสายเลือดที่สาดกระเซ็น
ช่างสมกับเป็นสวัสติกะที่สวยงามที่สุดเสียนี่กระไร!

ตีพิมพ์ครั้งแรก อดน. magazine
สิงหาคม
2548

ความทรงจำเดิม

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่แสนจะน่าเบื่อ ของเมื่อวานที่ยังตกค้างอยู่ใน หัวสมองที่ไม่มีสมอง ของผม มันเป็นความทรงจำที่เหมือนกับทุก ๆ วัน ที่ผ่านมา ที่ผมจะต้องเห็นมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลา สายตาของผมยังคงพล่าเบลอและงัวเงียจากอาการตื่นเช้ากว่าปกติ ด้วยเสียงเพลงที่เปิดดังหนวกหูเสียนี่กระไร ช่างมันเถอะ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่า วันนี้อาจจะเป็นวันที่สามารถเปลี่ยนความทรงจำที่แสนน่าเบื่อของผมได้เสียที และแล้วความรู้สึกของผมก็บรรเจิดเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อผู้ที่เป็นคนเปิดเพลงดังหนวกหูที่ว่านี้เปิดประตูบ้านของผมที่อาศัยอยู่เป็นระยะเวลานานออก

แสงสว่างที่ลอดเข้ามาทำให้ผมเห็นเงาดำ ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ตัวผมทุกที ๆ เมื่อมันมาแตะตัวผม ผมก็รู้ทันทีว่ามันคือมือของเจ้าของตัวผมนั่นเอง ที่เจตนายื่นมาหยิบตัวผมซึ่งนอนอยู่อย่างไม่เป็นท่าบนตัวเพื่อน ๆ ของผมอีกมากมาย เขาบรรจงสอดขาเข้าไปในตัวผมทีละข้างแล้วดึงขึ้น จากนั้นก็ กลัดตา ข้างเดียวของผมกับ รู ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แล้ว รูดปาก ของผมขึ้นปิดสนิท

ผมได้เริ่มความทรงจำใหม่ ๆ เสียที หลังจากไม่ได้มีอะไรในหัวนอกจากความมืดเป็นเวลานาน ผมออกจากห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เจ้าของตัวผมเรียกว่าบ้านมาได้ ก็พบกับความทรงจำที่เกือบจะลืมไปแล้ว มันเป็นภาพทางเดินยาว ๆ แสงสลัว ๆ สุดทางก็เป็นบันไดลงไป จากชั้นสาม ชั้นสอง จนถึงชั้นหนึ่ง ผมออกจากตึกไป

แสงที่สาดส่องอยู่ภายนอกทำให้ผมแสบตายิ่งนัก ผมเดินโดยใช้ขาของเจ้าของผมไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหู เสียงเจ้าของผมเอง
“น้ำเต้าหู้ 1 ปา 2 เจ๊”
แล้วผมก็นั่งลง โดยไม่เต็มใจ สิ่งที่ผมเห็นหลังจากที่นั่งไปได้สักสิบนาที เป็นเพียงภาพขาโต๊ะขาเก้าอี้เท่านั้น
“เงินอยู่บนโต๊ะนะเจ๊”
สิ้นเสียงของคนเดิม ผมก็ลุกขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแล้วก็เดินกลับเข้าไปในตึก

ความคิดของผมตอนนี้คือ “เรายังไม่ได้ความทรงจำอะไรเพิ่มเลย” ผมเดินขึ้นมายังบันไดที่เพิ่งเดินลงไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ชั้นหนึ่ง ชั้นสอง จนถึงชั้นสาม เห็นภาพทางเดินยาว ๆ ที่มีแสงสลัว ๆ ที่เพิ่งเห็นไปเมื่อสิบนาทีที่แล้วเช่นกัน ผมหยุดอยู่หน้าประตูหมายเลข 348 แล้วเข้าไปข้างใน เขาไม่ค่อยบรรจงดึงขาออกจากตัวผม แล้วก็ไม่เจตนาเท่าไหร่นักโยนผมกลับเข้าไปในบ้านของผม ที่เขาเรียกว่า ตู้เสื้อผ้า และแล้วตัวผมก็มานอนอย่างไม่เป็นท่า ที่เดิม กับความทรงจำเดิม ๆ อีกเป็นเวลานานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความความทรงจำที่แสนจะน่าเบื่อของเมื่อวาน...

ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือทำมือ long
กุมภาพันธ์
2545

บันทึกของพระเอกจุกน้ำ

ชายหนุ่มคนหนึ่งมักจะบันทึกเหตุการณ์ของตัวเองลงไปในสมองของเขาทุกๆ 6 โมงเช้าของทุกวัน โดยที่เขาไม่มีวันรู้เลยว่าจะมีเวลาบันทึกเรื่องราวของตัวเองได้นานสักเพียงใด จนกว่าชีวิตเขาจะพบความจริงอะไรบางอย่าง

1/5/45
ผมลืมตาตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น ที่ได้มาจากอากาศอันแจ่มใส ของเช้าวันใหม่วันนี้ เหตุเพราะเมื่อคืนผมได้มีโอกาสนอนแต่หัววัน โดยที่ไม่มีใครเข้ามารบกวนทั้งคืน

2/5/45
ผมลืมตาตื่นมาพร้อมกับบรรยากาศอันอึมครึม ของเมื่อคืนที่ยังคงตกค้างหลงเหลืออยู่บ้าง พร้อมกับอาการงัวเงีย อันเนื่องมาจากการมีเวลาหลับเพียงน้อยนิด

3/5/45
ผมยังไม่ทันได้นอนเลยตั้งแต่เมื่อวาน เพราะเสียงของงานเลี้ยงของค่ำคืนที่ผ่านมา มันช่างแสนน่ารำคาญเสียนี่กระไร สายตาของผมแลดูทุกอย่างจะพร่าเบลอไปหมด มองอะไรไม่ชัดนัก

4/5/45
ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความมึนงงไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง จำได้ลางๆ ว่ามีคนเข้ามาอยู่ข้างๆ ผมมากมาย และเราก็พูดคุยกันทั้งคืน แต่ก็มีบางคนจากไป บางคนยังอยู่

5/5/45
ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความตกใจ ผมรู้สึกเหมือนคนไม่สบาย มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับผม ผมปวดหัวหนัก คิดอะไรไม่ออก พอดีผมเหลือบไปเห็นขวดน้ำที่วางอยู่เรียงรายข้างๆ ตัว ผมจึงตัดสินใจว่าควรจะหาอะไรกิน เผื่อบางที “น้ำ” อาจทำให้ผมสดชื่นขึ้นบ้าง แล้วผมอาจจะคิดอะไรๆ ออกก็ได้

ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปที่ขวดน้ำเพื่อจะเปิดน้ำขึ้นดื่ม แต่ทันใดนั้น ผมก็มีความรู้สึกเหมือน กับว่า กำลังมีอะไรบางอย่าง คืบคลานเข้ามาที่ตัว ผมยังคงบรรจงขยับมือไปที่ขวดน้ำข้างหน้า จนในที่สุดผมก็เอื้อมมือจับที่จุกขวดน้ำ แต่ โอ้พระเจ้า ! มีบางสิ่งบางอย่างจับตัวผมไว้พร้อมกับที่ผมจับที่จุกน้ำ ผมตกใจมากจึงรีบดึงจุกขวดน้ำนั้นออก พร้อมๆ กันนั้นตัวผมก็ลอยขึ้นกลางอากาศอย่างไม่คาดคิด ผมตกใจจนแทบจะหยุดหายใจ ผมตัดสินใจหันขวับไปยังที่มาของสิ่งที่จับตัวผมไว้ เพียงชั่วอึดใจเดียว
ผมก็......
ยิ้ม
ออกมา

พฤษภาคม
2545

Monday, October 30, 2006

ครอบครัว


ณ โลกใบหนึ่ง ซึ่งมีหลากหลาย เมือง
ณ เมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหลากหลาย ครอบครัว
และ ณ ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีเพียง พ่อแม่ลูก

ครอบครัวนี้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ภายในหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่โตนักในแถบชานเมือง โดยมีพ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว มีแม่ผู้เป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว และมีลูกผู้เป็นผู้ช่วยของทั้งสอง

“อ่ำ” ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวนั้น มีบุคลิกที่เงียบขรึม น่าเกรงขาม ด้วยวัยที่เริ่มชราแล้วจึงไม่ได้มีอาชีพอะไรทำ แต่อ่ำก็เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี และเป็นที่เคารพของภรรยาและลูก

“ปุ๊” ผู้หาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพขายอาหารให้คนในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้คนต่างก็รู้สรรพคุณของเธอดี ว่าเธอทำอาหารได้อร่อยแค่ไหน เธอเป็นคนที่รักสามีและลูกมาก ยอมตามใจทุกอย่างโดยไม่บ่นแม้แต่สักคำเดียว

ส่วน “เปี๊ยก” เด็กชายวัย 12 ขวบ ผู้เป็นผู้ช่วยของทั้งสอง เปี๊ยกเป็นเด็กหัวดีเรียนเก่ง แต่ก็เรียนได้แค่ชั้น ป.4 เนื่องจากทางบ้านไม่มีเงินส่งให้เรียน เขาจึงต้องออกจากโรงเรียนมาอยู่บ้าน เปี๊ยกเป็นเด็กที่ขยันขันแข็ง ช่วยงานครอบครัวอยู่เสมอ ทั้งงานบ้าน และงานทางร้าน เขาเป็นเด็กที่กลัวผู้เป็นพ่อมาก อันเนื่องมาจากสาเหตุที่ว่า

นิสัยส่วนตัวของเปี๊ยกนั้นเป็นคนที่ชอบศิลปะ รักการวาดเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้เป็นพ่ออย่างยิ่งยวด อ่ำนั้นเป็นคนที่ไม่ชอบ งานศิลปะเสียเลย ไม่ชอบถึงขั้นเกลียดเลยทีเดียว โดยเขาให้เหตุผลกับตัวเองและลูกว่า คนทำงานศิลปะ หรือพวกศิลปิน เป็นคนไม่ดีเหมือนเป็นคนบ้า แต่งตัวก็ไม่เรียบร้อยสกปรกรกรุงรัง น่าเกลียดไม่น่าคบ เขาจึงสั่งลูกชายอย่างเด็ดขาด ว่าห้ามวาด ห้ามเขียน ห้ามไปยุ่งกับพวกศิลปิน ห้ามอะไรทุกอย่างที่เกี่ยวกับศิลปะ

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ อ่ำผู้เป็นพ่อจับได้ว่าลูกชายของตนนั้น แอบเขียนรูปในบ้าน ทำให้เขาโกรธจัด ถึงขั้นจับลูกชายมาลงโทษ โดยการจับมัดมือแขวนไว้กับคานบ้านแล้วกระหน่ำตีอย่างไม่ยั้ง พร้อมกับบอกลูกชายว่า ห้ามทำแบบนี้อีกเด็ดขาด เปี๊ยกถึงกับร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลออกมามันทั้งเจ็บทั้งเสียใจ ปุ๊ผู้เป็นแม่ก็เข้ามาห้ามสามีด้วยความสงสารลูกอย่างยิ่ง จากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เปี๊ยกรู้สึกกลัวผู้เป็นพ่อขึ้นมาอย่างจับใจ แต่มันก็ไม่สามารถทำให้ความรักความชอบในศิลปะของเขานั้นลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่น้อย

เปี๊ยกมีงานอดิเรกที่นอกเหนือจากการทำงานบ้าน และงานที่ร้านแล้ว คือการไปดูคนวาดโปรแกรมหนัง ซึ่งเวลามีหนังใหม่เข้ามาฉายในหมู่บ้าน ทางโรงหนังก็จะมีการขับรถประกาศโฆษณาว่าหนังเรื่องนี้เข้าฉายแล้ว และตามรถพวกนี้ก็จะมีภาพของดาราที่แสดงนำติดไว้กับรถด้วย เปี๊ยกชอบดูงานพวกนี้มาก เขาสามารถอยู่กับคนพวกนี้ได้เป็นวันๆ ช่วยผสมสีบ้าง ช่วยทาตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง มันทำให้เขามี ความสุข คนพวกนี้ก็รู้จักเปี๊ยกกันแทบทุกคนและให้ความเอ็นดูเขาเป็นอย่างมาก แต่เนื่องด้วยเปี๊ยกไม่ค่อยมีเวลา เขาจึงมักจะเจียดเอาเวลาที่แม่ใช้เขามาซื้อของที่ตลาด แวะมาที่หลังโรงหนังเพื่อมาคลุกคลีกับงานศิลปะที่เขารัก จนบางครั้งนานเป็น 2-3 ชั่วโมง ทำให้แม่ด่าว่าเป็นประจำ แต่แกก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก

วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่แม่ใช้เขาไปซื้อของที่ตลาด และเปี๊ยกก็เต็มใจอย่างยิ่ง แม่ให้เงินแบงค์ ห้าร้อยแก่เขาหนึ่งใบ มันเป็นเงินที่มากโขสำหรับเด็กอายุ 12 ขวบอย่างเขา แล้วสั่งให้ไปซื้อน้ำปลามาหนึ่งขวด ตามด้วยการกำชับว่า “อย่าทำเงินหายละ” เปี๊ยกกำเงินแน่นแล้วรีบวิ่งออกจากร้านตรงไปยังหลังโรงหนังที่เขาคุ้นเคย และเขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นเคยเช่นกัน เปี๊ยกทำงานกับคนพวกนั้นจนเพลิน ลืมเวลาไปเสียสนิท เมื่อพระอาทิตย์ตกดินฟ้าเริ่มมืด เขาก็นึกขึ้นได้ว่า แม่สั่งให้เขามาซื้อน้ำปลานี่นา เปี๊ยกเริ่มสำรวจตัวเองอย่างเร่งรีบและแล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น เงินแบงค์ห้าร้อยที่แม่ให้เขามาซื้อน้ำปลานั้นไม่อยู่กับตัวเสียแล้ว มันหายไปไหน เขาสับสน รู้สึกกลัวขึ้นจับใจ กลัวไปเสียทุกอย่างกลัวพ่อจะตีที่ทำเงินหาย กลัวแม่จะด่าที่กลับบ้านดึก กลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับพ่อและแม่ กลัวทุกสิ่งทุกอย่าง เขาทำอะไรไม่ถูก คิดได้แต่เพียงว่า อย่ากลับบ้าน อย่ากลับบ้าน!

เปี๊ยกเดินเรื่อยเปื่อยโดยไร้จุดหมายออกจากโรงหนังจนมาถึงตลาด มันเป็นตลาดที่วายแล้ว แม่ค้าต่างก็พากันเก็บข้าวเก็บของ ผู้คนเริ่มบางตาลง เขาคิดอะไรไม่ออก ทรุดตัวลงนั่งชันเข่าข้างๆกับถังขยะ แล้วน้ำตาก็เริ่มไหลริน ความกลัว ความกดดัน ความเสียใจ รวมจนถึงความหิว ก็พากัน ถาโถมพลั่งพลูออกมาจากนัยตาคู่นั้น เปี๊ยกสะอื้นเล็กๆ เวลาผ่านไปไม่นานเขาก็ผล็อยหลับลงตรงข้างถังขยะนั้น

เวลาล่วงเลยมาจนถึงห้าทุ่ม เปี๊ยกรู้สึกตัวขึ้นมาจากเสียงเรียกที่เขาได้ยินในระยะไม่ไกลจากตัวเขานัก เสียงนั้นขานแต่ชื่อเขาอยู่ตลอด เปี๊ยกลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ เขาเห็นแม่และพ่อยืนอยู่ที่ปากซอยตลาด ซึ่งกำลังตะโกนร้องเรียกและมองหาเขาอยู่ เปี๊ยกไม่รู้จะทำอย่างไร ทันใดนั้น นายอ่ำและนางปุ๊ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดเด็กคนนี้ก็หันมาทางเขาพอดี

ทั้งคู่รีบวิ่งตรงเข้ามาหาลูกชายของตน อ่ำเข้ามากอดลูกหนึ่งทีแล้วพูดเพียงว่า “กลับบ้านได้แล้ว ดึกแล้ว” จากนั้นก็ละมือจากอ้อมกอดเดินหันหลังกลับทันที ส่วนปุ๊ผู้เป็นแม่ก็เข้ามาโถมกอดลูกของตนด้วยความดีใจ พร้อมกับน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาอยู่ตลอด เธอบอกกับลูกว่าให้กลับบ้านในน้ำเสียงที่สั่นเครือ แล้วก็อุ้มลูกขึ้น นางปุ๊เดินตามสามีออกมาจากตลาด ระหว่างระยะทางของตลาดถึงบ้านไม่มีเสียงการสนทนาใดๆทั้งสิ้น นอกจากเสียงสะอื้นของนางปุ๊

เปี๊ยกผู้เปรียบเสมือนผู้ต้องหาที่เพิ่งพ้นคดีมาได้กลับรู้สึก แย่ยิ่งนัก เขารู้สึกเสียใจอย่างมาก ที่ทำตัวอย่างนี้ มันทำให้แม่ต้องร้องห่มร้องไห้ตลอดระยะเวลาที่เขาหายตัวไป และเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เขารับรู้ว่า ผู้เป็นพ่อนั้นรักเขามากแค่ไหน จากการที่พ่อนั้นไม่ซักไซ้เขาเลยหรือแม้แต่จะดุด่าต่อว่าเขาพ่อก็ไม่ทำ พ่อทำเพียงแต่เข้ามากอดเขาแล้วบอกให้กลับบ้าน มันทำให้เขารู้สึกเสียใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาเป็นสายเลือดเลยทีเดียว

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามั่นใจเป็นที่สุดว่าจะไม่มีวันทำอย่างนี้อีกตลอดชีวิตคือ เขาสังเกตเห็นดวงตาของผู้เป็นพ่อในขณะที่โผเข้ามากอดเขานั้น เต็มไปด้วยน้ำใสๆที่เขาไม่เคยเห็นมันออกมาจากดวงตาคู่นี้เลย และมันก็เปรียบเสมือนคำยืนยันว่า พ่อรักเขามากแค่ไหน...

ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือทำมือ long
กุมภาพันธ์
2545

ความสุข


ท่ามกลางแสงไฟหลากสีสรรค์ คละคลุ้งไปด้วยควันบุหรี่
อึกทึกกับเสียงดนตรีดังลั่น พร้อมอาการเย้ายวนจากหญิงสาวบนเวที
ทำให้บรรยากาศภายในสถานเริงรมย์เล็ก ๆ
ที่มีป้ายห้อยอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าว่า Halem แห่งนี้ ดูตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
“แคทเทอรีนมานี่หน่อยสิจ้ะ”
เสียงชายชราในชุดสูทภายใต้เสื้อคลุมกับหมวกทรงสูงร้องเรียก
หญิงสาวผูกโบว์ในชุดราตรี ที่ยืนอยู่หน้าบาร์
“ค๊า ท่านดุ๊กท์แห่งเมืองชาลส์ วันนี้มีหญิงสาวหน้าตาสระสวยเพิ่งมาทำงานใหม่
ยังไม่เคยผ่านชายใดมาก่อน สนใจไหมค๊ะ”
“แน่นอน แคทเทอรีนเธอพาฉันไปหาหล่อนหน่อยซิ”
“เชิญชั้นสองค่ะ”
ทั้งคู่ก้าวขึ้นบันไดด้วยหัวใจที่เต้นรัว พร้อมความคิดที่พรั่งพรู
“จะสวยอย่างที่แคทเทอรีนว่าไว้รึเปล่าหนอ”
“วันนี้ลาภก้อนโตลอยมาหาแต่เช้าเชียว ไอ้เฒ่าหัวงูหน้าโง่เอ้ย”

ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือทำมือ 2 long
มกราคม
2546

Thursday, October 26, 2006

ไม่แน่จริง


"แน่จริงมึงตามมา!"
เสียงของชายหนุ่มร้องเรียกชายวัยกลางคน ที่กำลังวิ่งไล่ตนอยู่ห่างๆ
"มึงเสร็จกูแน่ ไอ้แก่เอ้ย!เสือกมายุ่งกับแฟนกู"
ชายหนุ่มบ่นพึมพำขณะวิ่งไปยังรถเก๋งของตัวเอง เขารีบไขประตูรถ
และเอื้อมมือไปหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากด้านหลังเบาะ ฝั่งคนขับ
"เออ..กูตามมึงแน่ วันนี้กูจะอัดมึงให้เละเลย

โทษฐานมึงเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเด็กกู"
ชายวัยกลางคนตะโกนกลับ ขณะที่กำลังวิ่งไล่ชายหนุ่มอยู่
ยังไม่ทันถึงตัวชายหนุ่ม เขาก็หยุดวิ่งทันที
ภาพด้านหน้าที่เขาเห็น คือภาพชายหนุ่มยืนหันหน้ามาทางเขา
ในมือถือมีดยาวประมาณ 2 ฟุต และกำลังเดินตรงเข้ามาหา
"มา มึงมา แน่จริงมึงเข้ามา ไอ้แก่!"
ชายหนุ่มขู่ด้วยความสะใจ เขาใช้อาวุธชิ้นนี้ไม่บ่อยนัก
ทุกครั้งที่เขาหยิบมันขึ้นมาใช้ ในใจเขาหวังเพียงแค่ขู่ให้ฝั่งตรงข้ามกลัวแล้วจากไป
แต่เขาก็มีความมั่นใจในการใช้มันอยู่บ้าง
เพราะอย่างน้อยเขาก็เคยใช้มันฟันคนมาแล้วครั้งนึง โดยไม่ตั้งใจ
"มึงเล่นอย่างนี้เลยใช่ไหม ได้! กูก็ทนคนอย่างมึงไม่ไหวแล้ว

ไอ้เด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง"
สิ้นเสียง เขาก็เอื้อมมือไปหยิบวัตถุสีดำ มันวาว

ที่เหน็บอยู่ข้างหลังออกมา
แล้วเล็งมันไปที่ชายหนุ่ม ไม่เกินสองวินาทีก็เกิดเสียงขึ้น
"ปัง"
ร่างของชายหนุ่มกระเด็นไปข้างหลังตามแรงปะทะ

ใบหน้าสื่อถึงอาการตกใจสุดขีด
มือข้างที่ถือดาบสะบัดจนดาบกระเด็น
บริเวณท้องมีรูเล็กๆ และมีเลือดไหลออกมาแทบจะทันทีที่มีบางอย่างทะลุผิวหนังเข้าไป
แล้วร่างของเขาก็หล่นลงพื้นตามแรงโน้มถ่วงของโลก
"เกิดอะไรขึ้นกับเรา ทำไมมันเป็นอย่างนี้

เราแค่ต้องการจะขู่เท่านั้นไม่ใช่เหรอ
โอย! เจ็บ... เจ็บเหลือเกิน พ่อ... แม่... ช่วยผมที

ผมเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว"
ชายหนุ่มหันหน้ามองมาที่รถของตัวเอง ภาพที่เขาอยากเห็นตอนนี้คือ
ภาพของพ่อ แม่ และเขา สมัยเด็กที่เคยไปเที่ยวสวนสาธารณะ

ด้วยกันอย่างมีความสุข
มันเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากที่สุดในชีวิต
เขามักจะหยิบภาพนี้ออกมาดูบ่อยๆ และเก็บมันไว้หน้ารถเสมอ

พ่อครับ แม่ครับ ผมมีบางอย่างอยากจะบอกครับ
ผมขอโทษ...

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร combine
กันยายน
2546

ปาฏิหาริย์

ปี 2510 ผมจบโรงเรียนประชาบาล แต่ไม่ได้เรียนต่อเพราะต้องช่วยพ่อทำนา กราบคุณครูขอลาทิ้งวิชา ก.ไก่ ออกมาใช้ ก.เกวียน
เสียงเพลง "ปริญญาชาวนา" ดังขึ้นมาครั้งใดมันทำให้ผมคิดถึงชีวิตในวัยเด็ก หลังจากผมจบชั้น ป.4 พ่อบอกให้ผมออกมาช่วยทำนา เลี้ยงควาย ถึงผมอยากเรียนต่อมากแค่ไหนพ่อก็ไม่ยอมให้เรียน เพราะโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่มันมีแค่ชั้น ป.4 ถ้าผมจะเรียนต่อก็ต้องเข้าไปเรียนที่ตัวอำเภอซึ่งมันไกลมาก ผมจึงต้องออกมาเลี้ยงควายเช่นนี้ "ฟ้าดำต่ำลงเหนือดงตาล ขี่ควายกลับบ้าน" ผมชอบร้องเพลงนี้เวลาขี่ควายกลับบ้านตอนเย็นๆ แดดร่มลมตกอากาศเย็นสบาย พอขี่ควายมาถึงบ้านควายมันก็จะวิ่งไปที่ท่าน้ำ ทั้งผมและควายอีก 4-5 ตัวก็จะได้เล่นน้ำ มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของวัน หลังจากทั้งเหนื่อยและร้อนจากการทำนามาแล้วทั้งวัน พอเราอาบน้ำกันเสร็จผมก็จะไล่ควายขึ้นจากน้ำแล้วเอามันไปเข้าคอก ผมก่อไฟด้วยฟืนท่อนใหญ่เพื่อไล่ยุงให้มัน จากนั้นก็จะถึงเวลาดินเนอร์ของผม ซึ่งเมนูมันก็จะเหมือนกันทุกวัน น้ำพริก ผักต้ม ปลาย่าง มันเป็นเมนูที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมาเลยทีเดียว พอค่ำผมก็จะนอนดูเดือนดาวที่มองเห็นอยู่เต็มฟ้า ผมชอบดูมาก บ้านทุ่งบ้านนามันไม่มีแสงไฟฟ้า จะมีก็แสงจากตะเกียงกระป๋องที่ใช้น้ำมันก๊าด มันเลยทำให้มองเห็นแสงจากดวงดาวสว่างจนมองเห็นได้เกือบทุกดวง ดวงจันทร์เป็นราชาบนท้องฟ้าตามความคิดของผม "มองเห็นตากับยายตำข้าวบนดวงจันทร์หรือเปล่าวะ" แม่เคยถามผมแต่ผมก็พยายามจ้องมองไปบนดวงจันทร์ เห็นเพียงเงาดำๆลางๆ ผมคิดว่ามันคงเป็นเงาของตากับยายกระมัง
ปี 2511 เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผมต้องไล่ควายไปอยู่บนจอมปลวกที่กลางนา ส่วนตัวผมมัวแต่เล่นสนุก พายเรือออกไปกลางนาที่ถูกน้ำท่วม จับปู ตกปลา ช้อนกุ้ง และหาไข่แมงดา ต้นข้าวกำลังสูงถึงเอวใกล้จะออกรวงแต่น้ำมันมาท่วมเสียก่อน ข้าวบางต้นโผล่ยอดขึ้นมาเหนือน้ำได้ แมงดาก็จะไปไข่ไว้บนยอดข้าว ผมก็จะเก็บมากินดิบๆไข่มันหวานอร่อยมาก "น้ำท่วมมาหลายวันแล้วถ้ามันยังไม่ลดภายใน 2-3 วันนี้ข้าวคงเน่าตายแน่" แม่พูดกับพ่อพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหล แม่ร้องไห้พ่อยังคงนั่งกอดเข่ามองดูน้ำที่ท่วมนา พ่อไม่พูดอะไรไม่กินอะไรมา 2-3 วันแล้ว "ถ้าน้ำมันไม่ลดจริงๆเราจะทำยังไงกันดี" แม่ยังคงร้องไห้ "เราต้องรอปาฏิหาริย์" พ่อพึมพำ "ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นทุกวันมันคงจะเกิดขึ้นกับเราบ้าง"

"พี่จะกินข้าวหรือ" เสียงน้อยตะโกนถามขณะที่ผมกำลังใช้มีดพยายามเปิดปลากระป๋องที่เหลืออยู่กระป๋องสุดท้ายเพื่อที่จะกินข้าวเย็น "เออ…มากินด้วยกันสิ" ผมค่อยๆเทปลากระป๋องใส่กะละมังอย่างระวัง เพราะกระป๋องที่ทำด้วยสังกะสี เวลาถูกเปิดด้วยมีดมันจะคมมาก ฝามันเคยบาดนิ้ว
ผมมาครั้งหนึ่งแล้ว น้อยถือกะละมังสีครีมใส่ข้าวมาเกือบเต็ม พร้อมกับหัวผักกาดเค็มมาสองหัว เพื่อมานั่งกินข้าวกับผม น้อยไม่ได้เรียนหนังสือเพราะพ่อแม่ยากจนมาก มีอาชีพรับจ้างทั่วไปหน้าทำนาก็รับจ้างทำนาหน้าเกี่ยวข้าวก็รับจ้างเกี่ยวข้าว เดินทางหารับจ้างทั่วไป
ปี 2514 มีข่าวลือไปทั่วว่ามีเพชรพลอย ทับทิมที่เขาสมิง จ.ตราดและที่บ่อไร่ จ.จันทบุรี พ่อแม่น้อยก็เลยมาขุดหาพลอยที่เขาสมิงโดยมาปลูกกระท่อมมุงด้วยใบไม้อยู่ตีนเขา…

หลังจากน้ำท่วมนาปีต่อมาเกิดฝนแล้งข้าวตาย พ่อจึงตัดสินใจขายนาแล้วมาซื้อรถกระบะทำเป็นรถสองแถวรับจ้าง แต่รายได้ก็ไม่ค่อยดีหลังจากที่พ่อได้ข่าวว่ามีคนขุดพลอยขายได้เป็นพันเป็นหมื่น พ่อจึงตัดสินใจมาเสี่ยงโชค ผมนั่งรถมากับพ่อโดยให้แม่อยู่บ้านกับน้องที่ยังต้องเรียนหนังสือ พ่อขับรถมาหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็มๆกว่าจะมาถึง ผมกับพ่อช่วยกันถอดหลังคารถสองแถวเพื่อนำมาทำเป็นหลังคากระท่อม ตัดไม้ไผ่มาทำเป็นพื้น กันฝาด้วยใบสัก อยู่ใกล้ๆกระท่อมของน้อย ห่างออกไปอีกหน่อยก็มีกระท่อมปลูกอยู่มากมาย ทั้งที่อยู่กันเป็นกลุ่ม บ้างก็อยู่หลังเดียว
ผมมาถึงวันแรกผมนอนคิดว่าถ้าผมขุดพลอยขายได้สักห้าร้อยหรือพัน ผมจะขอพ่อซื้อเสื้อซื้อกางเกงซื้อรองเท้าฟองน้ำตราช้างดาวที่ผมอยากได้มานาน กางเกงผมก็มีแค่สองตัวหนำซ้ำตัวหนึ่งมันก็ขาดแล้วด้วย เสื้อก็มีแค่สามตัวมีรอยขาดแล้วทุกตัว ผมอายุ 13-14 แล้วผมเริ่มรู้สึกอาย น้อยบอกกับผมว่าพ่อน้อยล่อนพลอยได้แต่เม็ดเล็กๆขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียววันละ 3-4 เม็ด ขายได้วันละ 50-60 บาทบางวันก็ไม่ได้เลย แต่พ่อก็ยังหวังว่าจะได้เม็ดใหญ่ๆบ้าง

วิธีการขุดพลอย
เริ่มจากขุดหน้าดินออกมาให้ลึกประมาณหนึ่งเมตรแล้วถึงจะขุดเอาดินที่เป็นลูกรังปนหิน (ที่เขาเรียกว่าแร่) ขึ้นมากองบริเวณปากหลุมแล้วก็จ้างรถกระบะมาขนไปเทไว้ที่ริมห้วย จากนั้นก็ใช้ตะแกรงถี่ๆมาล่อนให้ดินละลายจนหมดเหลือแต่หินที่เป็นแร่เล็กใหญ่ แล้วค่อยๆคัดหินทิ้งหาแต่เม็ดพลอย ส่วนมากจะเป็นพลอยทับทิมสีแดง มีคนเจอทุกวันแต่จะเป็นเม็ดเล็กๆเม็ดเท่ากับเมล็ดข้าวขายได้ไม่กี่บาท ส่วนน้อยที่จะมีคนพบเม็ดใหญ่ๆขายได้เป็นหมื่นๆ
มีคนหลั่งไหลมาเสี่ยงโชคกันเป็นจำนวนมาก บางคนก็มาเปิดบ่อใหม่บางคนก็มาขุดบ่อเก่าของคนอื่น มีบ่อที่ขุดจนลึกแต่ไม่เคยเจอพลอยเลย พอย้ายไปมีคนมาขุดใหม่ได้เม็ดใหญ่ขายได้เป็นหมื่นก็มี บางคนเห็นมีคนเคยขุดได้ที่บ่อนี้แล้วย้ายไป เพราะบ่อลึกมากอันตรายเลยลองเสี่ยงลงไปขุด ดินเกิดถล่มบ่อพังลงไปทับฝังร่างตายไปก็มีหลายราย

ผมกับพ่อช่วยกันขุดเปิดหน้าดินเสร็จแล้วพ่อก็เอารถไปรับจ้างขนแร่ไปเทที่ห้วย เพราะว่าการรับจ้างแบบนี้มันได้เงินแน่นอน ปล่อยให้ผมขุดอยู่คนเดียวหินแข็งมาก วันแรกมือผมแตกแสบทั้งสองข้างแต่ผมก็หวังว่าจะได้พลอยเม็ดนึงเพื่อที่จะขอพ่อซื้อรองเท้าใหม่ เพราะรองเท้าที่ผมใส่อยู่พื้นมันบางจนถึงเท้าผมอยู่แล้ว ผมเจ็บเท้าเวลาลงไปขุดหาพลอยผมเคยบอกพ่อแล้วแต่พ่อก็เฉยๆพ่อคงยังไม่มีเงิน

"ปลากระป๋องเหลือกระป๋องเดียวหรือพี่" น้อยถามขณะตักปลากระป๋องไปคลุกกับข้าว "เออเย็นนี้พ่อคงซื้อมาใหม่" ผมบอกแต่ก็ไม่แน่ใจถ้าพ่อไม่ซื้อมาพรุ่งนี้เช้าผมคงกินข้าวกับหัวผักกาดเค็มอย่างเดียว "หัวผักกาดของผมก็หมดแล้ว" น้อยบอก "ถ้าวันนี้พ่อไม่ได้พลอยอีกพ่อบอกว่าจะกลับบ้านไปรับจ้างดำนา" น้อยพูดทำตาแดงๆ น้อยเคยหวังว่าถ้าพ่อได้พลอยเม็ดใหญ่ๆเขาจะขอพ่อไปตลาดเขาจะกินก๋วยเตี๋ยวซัก 4-5 ชาม น้อยบอกผมว่าตั้งแต่เกิดมาเขาเคยกินก๋วยเตี๋ยวแค่สองครั้งมันอร่อยมาก เขาจึงอยากกลับไปลิ้มรสชาดนั้นอีกครั้งถ้ามีโอกาส "กินซักหน่อยนะครับลูกครับก๋วยเตี๋ยวไก่นี่ก็อร่อยก๋วยเตี๋ยวหมูกับลูกชิ้นนี่ก็อร่อย นะครับลูกครับ" ผมคิดถึงเด็กผิวขาวท้วมรุ่นราวคราวเดียวกับน้อย ที่พ่อแม่พยายามอ้อนวอนให้ลูกกินก๋วยเตี๋ยว ที่ร้านอาหารข้างปั๊มน้ำมัน ผมกับพ่อเคยแวะกินตอนที่มาที่นี่ "เส้นเล็กลูกชิ้นสองชาม" พ่อผมสั่ง "ไม่เอาผมจะกินพิซซ่า" เสียงเด็กคนนั้นอ้อน "ที่นี่ไม่มีขายครับเดี๋ยวกลับบ้านก่อนค่อยกินนะครับ" เสียงพ่อเด็กบอก ผมไม่สนใจ กินก๋วยเตี๋ยวที่พ่อสั่งนานๆผมจะได้กินก๋วยเตี๋ยวซักครั้ง ผมกินเส้นจนหมดแล้วจึงซดน้ำโดยยังไม่กินลูกชิ้นกะว่าจะกินตอนสุดท้าย "วิดน้ำให้แห้งก่อนแล้วถึงจะจับปลาหรือ" พ่อพูดแซวแล้วก็ยิ้ม นานๆพ่อจะยิ้มกับผมซักครั้ง ผมกินจนเกลี้ยงทั้งน้ำทั้งเส้นนี่ถ้าช้อนกับตะเกียบกินได้ผมคงกินมันเข้าไปด้วยผมมองไปที่โต๊ะเด็กคนนั้น ยังคงเห็นก๋วยเตี๋ยวสามชามเต็มอยู่แต่พ่อแม่ลูกนั้นไปแล้ว
เสียงรถจอดพ่อกลับมาแล้วในมือพ่อหิ้วปลาทูเค็ม หัวผักกาดและถุงข้าวสารมาด้วย พ่อกับน้อยก็กลับมาพร้อมพ่อผมด้วย "พรุ่งนี้จะกลับแน่หรือ" พ่อร้องถามพ่อน้อย "คงกลับแน่เพราะอยู่ไปคงอดตาย ข้าวสารก็จะหมดแล้ววันนี้ก็ไม่ติดซักเม็ดเลย" พ่อน้อยบอก "คิดว่ากลับไปรับจ้างดำนาดีกว่า" วันนี้พ่อน้อยก็คงไม่ได้พลอยอีก พ่อผมบอกว่าพรุ่งนี้จะเอาแร่ที่ผมขุดไปล่อนที่ห้วย

คืนนี้ดาวขึ้นเต็มท้องฟ้าผมเลือกดูดาวที่มันมีแสงอ่อนๆตามวาสนาของผมแต่ก็ยังอดที่จะเหลือบไปดูดวงที่มีแสงสดใสเกินวาสนาไม่ได่ "ดึกแล้วเข้านอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องลุกแต่เช้า" พ่อเรียกให้ผมเข้านอน… "เฮ้ย! ปาฏิหาริย์มีจริงแล้วเว้ยเราไม่อดตายแล้ว" เสียงพ่อน้อยตะโกนเสียดังตั้งแต่เช้ามืดขณะที่ผมกำลังติดไฟหุงข้าว "มีอะไรหรือ" พ่อตะโกนถาม "ไอ้น้อยสิไอ้น้อย" พ่อน้อยพูดเสียงสั่น "ทำไม" "ไอ้น้อย!ไอ้น้อยมันลุกไปเยี่ยวเมื่อเช้าแล้วมันดันเยี่ยวลงไปใส่เม็ดพลอยทับทิมสีแดงเม็ดเกือบเท่านิ้วก้อยคงได้หลายหมื่น" พ่อน้อยเอาพลอยให้พ่อดู ทั้งพ่อแม่น้อยต่างดีใจกันใหญ่ผมกับพ่อก็พลอยดีใจไปด้วย ขุดแร่ล่อนพลอยมาเป็นเดือนไม่เคยเจอซักเม็ดแค่ไปเยี่ยวกลับเจอเม็ดใหญ่ ปาฏิหารย์มันคงมีจริงอย่างที่พ่อน้อยพูดผมนั่งแช่น้ำล่อนแร่ตั้งแต่เช้าจนบ่ายแร่หมดไปครึ่งกองแล้ว ผมยังไม่ได้พลอยซักเม็ดแขนผมเริ่มล้า มือที่แตกตอนที่ขุดแร่มา 2-3 วันเริ่มแสบเลือดที่ปลายนิ้วเริ่มไหลออกมา ผมเริ่มท้อ แต่พอคิดถึงน้อง คิดถึงเสื้อผ้าใหม่ คิดถึงรองเท้าใหม่ ผมยังคงแข็งใจล่อนต่อพ่อเคยบอกว่าปาฏิหารย์เกิดขึ้นทุกวันมันคงจะเกิดขึ้นกับเราบ้างซักวัน ผมก็หวังว่ามันคงจะเป็นอย่างนั้น มือผมแสบมากขึ้นเลือดเริ่มไหลแดงออกมาที่ตะแกรง แต่ผมยังคงล่อนต่อไปโดยไม่สนใจ
ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือทำมือ "พ่อเล่าลูกเขียน"
มกราคม 2546
ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 นิตยสาร a day
ธันวาคม 2547